เช็กให้ชัด ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นแบบไหน

5

ทุกต้นปี หลายคนมักถามเหมือนกันว่าเงินเดือนเท่านี้ต้องยื่นภาษีหรือยัง รายได้เสริมขายของออนไลน์นิดหน่อยนับไหม หรือถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วจะจบเลยหรือเปล่า คำถามแบบนี้ทำให้เรื่อง ใครต้องยื่นภาษี กลายเป็นประเด็นที่คนทำงานสับสนกันมากกว่าที่คิด

เช็กให้ชัด ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นแบบไหน

ความจริงคือ “การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ไม่ได้ดูแค่ว่าคุณต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือไม่ แต่ดูว่าคุณมีหน้าที่ยื่นแบบตามเกณฑ์หรือเปล่า ต่อให้สุดท้ายคำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม บางกรณีก็ยังต้องยื่นอยู่ดี บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่หลักคิดพื้นฐาน ไปจนถึงกลุ่มคนที่มักเผลอคิดว่าตัวเองไม่เข้าเกณฑ์ ทั้งที่ควรยื่นแบบให้เรียบร้อย

เริ่มจากหลักง่าย ๆ ก่อน: “ต้องยื่น” ไม่เท่ากับ “ต้องจ่ายเพิ่ม”

จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือเอาคำว่า “ยื่นภาษี” ไปปนกับคำว่า “มีภาษีต้องจ่าย” ทั้งที่จริงเป็นคนละเรื่องกัน กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้บางประเภทและถึงเกณฑ์รายได้ต้องยื่นแบบภาษีประจำปี แม้ว่าสุดท้ายจะมีค่าลดหย่อนมากพอจนภาษีเป็นศูนย์ หรือมีภาษีถูกหักไว้เกินจนขอคืนได้ก็ตาม

ถ้าจะมองให้ชัด ให้คิดเป็น 2 ชั้น

  • ชั้นแรก คือมีหน้าที่ต้องยื่นหรือไม่
  • ชั้นที่สอง คือเมื่อคำนวณแล้วต้องเสียภาษีเพิ่ม ได้คืน หรือไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

เมื่อแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน เรื่องภาษีจะเข้าใจง่ายขึ้นมาก

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

1) พนักงานประจำที่มีรายได้ถึงเกณฑ์

ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนและมีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือรายได้ตามมาตรา 40(1) โดยทั่วไป หากมีเงินได้ทั้งปีเกินเกณฑ์ก็มีหน้าที่ยื่นแบบภาษีประจำปี แม้นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกเดือนแล้วก็ตาม

  • บุคคลโสด มีเงินได้ทั้งปีเกิน 60,000 บาท
  • กรณีสมรส เกณฑ์ที่มักใช้อ้างอิงโดยรวมคือ 120,000 บาท แต่รายละเอียดการยื่นอาจขึ้นกับลักษณะเงินได้ของคู่สมรสแต่ละฝ่าย

สำหรับคนที่มีแต่เงินเดือนอย่างเดียว มักยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 แต่ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นร่วมด้วย แบบที่จะใช้มักเปลี่ยนเป็น ภ.ง.ด. 90

2) ฟรีแลนซ์ ผู้รับจ้าง และคนทำอาชีพอิสระ

กลุ่มนี้มักเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะรายได้ไม่ได้มาเป็นเงินเดือนประจำ จึงเผลอคิดว่าไม่น่าต้องยื่น ทั้งที่ในทางภาษี รายได้จากการรับงาน ออกแบบ เขียนคอนเทนต์ ถ่ายภาพ ติวหนังสือ ทำการตลาด หรือรับค่าคอมมิชชัน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเหมือนกัน

ถ้ามีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะรับเงินเป็นเงินสด โอนเข้าบัญชี หรือผ่านแพลตฟอร์ม ก็ควรตรวจสอบทันทีว่าเข้าเกณฑ์ยื่นหรือไม่ เพราะคนกลุ่มนี้นอกจากภาษีประจำปีแล้ว บางกรณียังอาจต้องดูเรื่องการยื่นครึ่งปี ภ.ง.ด. 94 ด้วย โดยเฉพาะรายได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8)

3) พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เจ้าของร้าน และคนมีรายได้จากการขายของ

ยุคนี้รายได้ไม่ได้อยู่แค่ในบริษัท คนที่ขายของผ่านโซเชียล ไลฟ์ขายสินค้า เปิดร้านเล็ก ๆ หรือรับพรีออร์เดอร์ ก็อยู่ในข่ายภาษีเช่นกัน ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าธุรกิจใหญ่หรือเล็ก แต่คือมีรายได้จริงหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ที่มาของรายรับรายจ่ายได้หรือเปล่า

ถ้าคุณมีรายได้จากการค้าขาย ควรเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ครบ

  • ยอดขายทั้งปี
  • ต้นทุนสินค้า
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • เอกสารรับเงินและหลักฐานโอน

เอกสารพวกนี้ไม่ได้ช่วยแค่ตอนยื่นภาษี แต่ช่วยลดความเสี่ยงเวลาต้องอธิบายที่มาของรายได้ในอนาคตด้วย

4) คนที่มีรายได้หลายทางพร้อมกัน

อีกกลุ่มที่ควรระวังคือคนที่มีงานหลัก 1 ทาง แต่มีเงินเข้าจากหลายช่องทาง เช่น มีเงินเดือนประจำ รับงานเสริม ลงทุนปล่อยเช่าคอนโด และมีค่าสอนพิเศษเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ละก้อนอาจดูไม่มาก ทว่าพอนำมารวมกันแล้วอาจเกินเกณฑ์ได้ง่าย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการดูเฉพาะสลิปเงินเดือนจึงไม่พอ ภาษีบุคคลธรรมดามองที่ รายได้รวมทั้งปี จากหลายแหล่ง ไม่ใช่ดูเฉพาะงานหลักของคุณเท่านั้น

5) คนที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว

หลายคนเห็นมีภาษีถูกหักไว้แล้วจึงคิดว่าไม่ต้องทำอะไรต่อ แต่ความจริง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการ “กันเงินไว้ล่วงหน้า” ไม่ได้แปลว่าหน้าที่การยื่นแบบหายไป โดยเฉพาะฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างที่ถูกหัก 3% ไว้บ่อย ๆ ถ้าไม่ยื่น คุณอาจพลาดสิทธิขอคืนภาษีโดยไม่รู้ตัว

พูดง่าย ๆ คือ บางคนยื่นแล้วต้องจ่ายเพิ่ม แต่บางคนยื่นแล้วได้เงินคืน การไม่ยื่นจึงอาจเสียสิทธิ์แบบเงียบ ๆ

กรณีไหนที่คนมักคิดว่าไม่ต้องยื่น แต่จริง ๆ ควรตรวจสอบ

  • มีรายได้ไม่ประจำ แต่รวมทั้งปีเกินเกณฑ์
  • มีรายได้จากต่างประเทศหรือทรัพย์สินให้เช่า
  • มีคู่สมรสและไม่แน่ใจว่าควรแยกยื่นหรือคำนวณอย่างไร
  • มีรายได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ครีเอเตอร์ แอฟฟิลิเอต หรือโฆษณาออนไลน์
  • ถูกหักภาษีไว้ทุกครั้งที่รับเงิน จนคิดว่าไม่ต้องยื่นเอง

ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารีบสรุปว่าตัวเอง “ไม่เกี่ยวกับภาษี” เพราะความเข้าใจผิดส่วนใหญ่มักเกิดจากการมองรายได้แค่บางก้อน

แล้วถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ยังควรยื่นไหม

ในบางสถานการณ์ แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์บังคับ แต่การยื่นภาษีก็ยังมีประโยชน์ เช่น ใช้เป็นหลักฐานรายได้เวลาขอสินเชื่อ ทำธุรกรรมการเงิน หรือขอคืนภาษีที่ถูกหักเกิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนทำงานอิสระจำนวนมากเริ่มจัดระบบบัญชีส่วนตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เพราะกลัวภาษี แต่เพราะอยากให้การเงินของตัวเองโปร่งใสและวางแผนได้

อีกอย่างหนึ่งที่ควรรู้คือ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 5% ถึง 35% ตามฐานรายได้สุทธิ ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่แค่ “รายได้เยอะขึ้นจะโดนภาษีหนักไหม” แต่คือวางค่าลดหย่อนและเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนหรือยัง

สรุป: ก่อนบอกว่าไม่ต้องยื่น ลองเช็กรายได้ทั้งปีให้ครบก่อน

คำตอบของคำถามว่าใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงานออฟฟิศ แต่รวมถึงฟรีแลนซ์ คนค้าขายออนไลน์ เจ้าของกิจการเล็ก ๆ และคนที่มีรายได้หลายทางพร้อมกันด้วย หลักสำคัญคือดู รายได้รวมทั้งปี ประเภทของเงินได้ และสถานะการยื่น ไม่ใช่ดูแค่ว่ามีคนหักภาษีไว้แล้วหรือยัง

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ให้เริ่มจากรวบรวมรายได้ทุกก้อนของปีนั้นก่อน แล้วค่อยเช็กเกณฑ์กับกฎล่าสุดของกรมสรรพากร เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเสียภาษี แต่คือการคิดว่า “ไม่น่าต้องยื่น” แล้วปล่อยผ่านจนเกิดปัญหาย้อนหลัง