จากส่วยถึง VAT: ประวัติศาสตร์ระบบภาษีไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

11

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ไทย เราจะพบว่าเรื่องภาษีไม่ใช่แค่กลไกหาเงินเข้ารัฐ แต่เป็นหน้าต่างที่ทำให้เห็นโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้คนในแต่ละยุค สำหรับคนที่สนใจ ประวัติภาษีไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “เก็บอะไร” หากแต่อยู่ที่ว่า “รัฐแบบไหน” กำลังใช้ภาษีเพื่อสร้างและรักษาอำนาจของตน

จากส่วยถึง VAT: ประวัติศาสตร์ระบบภาษีไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

จากสังคมเกษตรกรรมที่เก็บผลผลิต แรงงาน และเครื่องราชบรรณาการ ไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่ใช้กฎหมายภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และระบบยื่นภาษีออนไลน์ เส้นทางของระบบภาษีไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศอย่างชัดเจน ยิ่งมองลึก ก็ยิ่งเห็นว่าภาษีไม่เคยเป็นเรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมควบคู่กันเสมอ

ภาษีไทยเริ่มต้นอย่างไรในรัฐโบราณ

ในสังคมไทยยุคแรก การจัดเก็บรายได้ของรัฐยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบ “ภาษี” อย่างที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน เพราะเศรษฐกิจยังพึ่งพาเกษตรกรรมและแรงงานเป็นหลัก รัฐจึงเก็บทรัพยากรผ่านสิ่งของ แรงงาน และการควบคุมเส้นทางการค้า มากกว่าการเก็บเงินสดแบบเป็นระบบทั่วประเทศ การส่งส่วยหรือการถูกเกณฑ์แรงงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของภาระที่ประชาชนต้องแบกรับเพื่อแลกกับการอยู่ใต้การคุ้มครองของรัฐ

เมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยา ระบบรายได้ของแผ่นดินเริ่มชัดขึ้น โดยมีคำสำคัญที่มักถูกพูดถึงในงานประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ดังนี้

  • จังกอบ คือค่าผ่านด่านหรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการขนส่งสินค้า
  • อากร คือภาษีที่รัฐเก็บจากการประกอบอาชีพ สิทธิผูกขาด หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท
  • ส่วย คือสิ่งของหรือผลผลิตที่หัวเมืองและราษฎรส่งให้รัฐแทนแรงงานหรือหน้าที่อื่น
  • ฤชา คือค่าธรรมเนียมจากการติดต่อราชการหรือการรับบริการจากรัฐ

สี่คำนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เราเห็นว่าโครงสร้างภาษีไทยในอดีตไม่ได้แยกขาดจากระบบศักดินา หากผูกกับลำดับชั้นทางสังคมและอำนาจการปกครองโดยตรง

จากอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์: ภาษีคือเครื่องจักรของรัฐ

เมื่อการค้าขยายตัว ทั้งการค้าภายในและการค้าทางทะเล รายได้จากภาษีด่านและอากรยิ่งมีความสำคัญ รัฐต้องอาศัยรายได้นี้ในการทำสงคราม ดูแลราชสำนัก และควบคุมหัวเมือง ปัญหาคือรัฐยุคก่อนสมัยใหม่ยังไม่มีระบบราชการที่แข็งแรงพอจะลงไปจัดเก็บเองทุกพื้นที่ จึงเกิดระบบ เจ้าภาษีนายอากร หรือการให้เอกชนประมูลสิทธิ์ไปจัดเก็บภาษีแทนรัฐ

วิธีนี้ช่วยให้รัฐได้เงินก้อนแน่นอนและรวดเร็ว แต่ก็มีต้นทุนทางสังคมสูงไม่น้อย เพราะผู้รับสัมปทานมักผลักภาระไปยังชาวบ้านหรือพ่อค้าเกินสมควร ทำให้ภาพของภาษีในสายตาผู้คนยุคนั้นมักโยงกับการบีบคั้นมากกว่าความเป็นธรรม หากจะสรุปแบบตรงไปตรงมา ระบบภาษียุคนี้มีประสิทธิภาพพอให้รัฐอยู่ได้ แต่ยังห่างไกลจากมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ที่ยึดกฎหมายเดียวกันกับทุกคน

รัชกาลที่ 5: จุดเปลี่ยนสู่ระบบภาษีสมัยใหม่

การปฏิรูปครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้แรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตกและความจำเป็นต้องรวมศูนย์อำนาจ รัฐไทยเริ่มปรับระบบการคลังอย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาเจ้าภาษีนายอากร และสร้างหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่จัดเก็บรายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นี่คือช่วงเวลาที่ภาษีค่อยๆ เปลี่ยนจากสิทธิสัมปทาน ไปสู่กลไกของรัฐสมัยใหม่

  • ลดบทบาทการเก็บภาษีผ่านคนกลางและสัมปทานบางประเภท
  • ขยายการจัดเก็บในรูปเงินแทนสิ่งของหรือแรงงาน
  • พัฒนาหน่วยงานด้านการคลังและศุลกากรให้มีโครงสร้างชัดเจน
  • ใช้รายได้ภาษีรองรับการปฏิรูปประเทศ เช่น ถนน รถไฟ และระบบราชการ

ถ้ามองให้ลึก การปฏิรูปภาษีในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการประกาศว่ารัฐสยามสามารถบริหารประเทศแบบสมัยใหม่ได้ด้วยตนเอง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอธิปไตยไม่แพ้การทูตหรือกองทัพ

หลัง 2475 ถึงปลายศตวรรษที่ 20: ภาษีในยุครัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการคลังของรัฐเริ่มถูกผูกกับแนวคิดงบประมาณสาธารณะและความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น ช่วงทศวรรษ 2480 ไทยค่อยๆ วางรากฐานกฎหมายภาษีสมัยใหม่ โดยเฉพาะประมวลรัษฎากร ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเป็นระบบขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมขยายตัว ภาษีก็เปลี่ยนจากการเก็บบนฐานแรงงานและหัวเมือง ไปสู่การเก็บบนฐานรายได้ การค้า และกำไร

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการใช้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ในปี 2535 แทนภาษีการค้าเดิม เพราะระบบใหม่สะท้อนมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นของการผลิตและการขายได้ชัดกว่า เก็บได้เป็นระบบกว่า และสอดคล้องกับเศรษฐกิจสมัยใหม่มากกว่า ตรงนี้เองที่ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์ระบบภาษีไทยน่าสนใจมาก เพราะเราเห็นชัดว่าภาษีไม่ได้มีหน้าที่ “เก็บเงิน” อย่างเดียว แต่ยังใช้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ยุคปัจจุบัน: ภาษีดิจิทัลและโจทย์เรื่องความเป็นธรรม

ปัจจุบันระบบภาษีไทยเดินมาถึงยุคข้อมูล การยื่นแบบออนไลน์ e-Filing การชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการเก็บ VAT จากผู้ให้บริการดิจิทัลต่างประเทศตั้งแต่ปี 2564 ล้วนสะท้อนว่ารัฐพยายามตามเศรษฐกิจใหม่ให้ทัน ข้อมูลจากหน่วยงานอย่างกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังยังชี้ตรงกันว่า ภาษียังคงเป็นฐานรายได้หลักของรัฐ แม้รูปแบบการทำงานและรายได้ของผู้คนจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

  • เศรษฐกิจนอกระบบยังมีขนาดใหญ่ ทำให้ฐานภาษีไม่กว้างเท่าที่ควร
  • สังคมสูงวัยเพิ่มภาระงบประมาณรัฐ แต่ผู้เสียภาษีวัยทำงานอาจลดลง
  • ความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดคำถามว่าใครแบกรับภาษีมากกว่ากัน
  • เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้การตีความรายได้และสถานที่เสียภาษีซับซ้อนขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมอง ประวัติภาษีไทย จึงยังมีความหมายในปัจจุบัน เพราะคำถามเดิมยังไม่หายไปเลย: รัฐควรเก็บจากใคร เท่าไร และเพื่ออะไร

มองย้อนหลังแล้วภาษีบอกอะไรเกี่ยวกับสังคมไทย

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ระบบภาษีไทยพัฒนาจากการดึงทรัพยากรในสังคมเกษตรกรรม ไปสู่การจัดเก็บบนฐานกฎหมายในรัฐสมัยใหม่ และกำลังขยับต่อไปสู่โลกดิจิทัลที่ต้องอาศัยข้อมูล ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นจากประชาชนมากกว่าเดิม เส้นทางนี้ทำให้เห็นชัดว่า ภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐมีศักยภาพแค่ไหน และสังคมยอมรับความเป็นธรรมของรัฐมากเพียงใด

อ้างอิงแนวข้อมูลจากงานศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย กรมสรรพากร และกระทรวงการคลัง เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในอนาคตไทยควรออกแบบภาษีแบบไหนให้ทันโลกใหม่ โดยไม่ทิ้งหลักพื้นฐานที่สุดของระบบภาษีที่ดี นั่นคือความชอบธรรม ความเรียบง่าย และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย